ข้อดี-ข้อเสียของการรับประทานวิตามิน

คนรุ่นก่อนหน้านี้มักจะพึ่งพาวิตามินเป็นส่วนใหญ่
เริ่มจากวิตามินรวมสำหรับเด็กเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต
ตามด้วยอาหารเสริมบำรุงกระดูกและเส้นผม วิตามินบำรุงร่างกาย
เห็นไหมว่าการรับประทานวิตามินไม่มีวันสิ้นสุด
แต่คำถามคือวิตามินทั้งหมดนี้ปลอดภัยกับเราจริงไหม? แล้วคำตอบคืออะไร?

คำตอบคือคุณรับประทานวิตามินได้ไม่มีปัญหา
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณควรรับประทานอาหารที่สมดุลและมีประโยชน์
ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิตามินทั้งหมด
และนี่คือรายการวิตามินที่คุณควรรับประทานและรายการวิตามินที่ควรหลีกเลี่ยง

วิตามินเอ ซี และอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระแต่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดหากรับประทานมากเกินไป

วิตามินเอ ซี และอี
ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
แต่การศึกษาพบว่าหากรับประทานวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากเกินไปอาจ
ส่งผลเสียต่อร่างกาย
ดังนั้นคุณควรรับประทานผักและผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระแทน
เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับวิตามินเอ ซี และอีมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 3 อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ มีปัญหาเกี่ยวกับตับ และเลือดออกภายใน

เชื่อกันว่าวิตามินบี 3
จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง
วิตามินบี 3 สามารถลดระดับ LDL (ไขมันเลว) และเพิ่มระดับ HDL (ไขมันดี)
แถมยังช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันได้ด้วย
แต่การศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่รับประทานวิตามินบี 3
เป็นประจำมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ มีปัญหาเกี่ยวกับตับ และเลือดออกภายใน
นักวิจัยพบว่าไนอะซิน (วิตามินบี 3)
ไม่มีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจแต่กลับมีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างน่ากลัวแทน

วิตามินซีไม่ได้ช่วยให้คุณหายหวัด

ฉันสังเกตว่าแพทย์ส่วนใหญ่ไม่สั่งจ่ายยาหาก
คุณหรือเด็กๆเป็นโรคหวัด แต่แนะนำให้รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวแทน เช่น
ส้มแมนดาริน และสตรอเบอรี่ มีการศึกษาพบว่าวิตามินซีไม่มีผลในการรักษาหวัด
นอกจากนี้การรับประทานวิตามินซีเกิน 2000
มิลลิกรัมทุกวันอาจทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในไต

วิตามินดีควรรับประทานเพื่อกระดูกที่แข็งแรง

โดยเฉพาะเมื่อคนเราเริ่มมีอายุมาก
แสงแดดคือแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติแต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพึ่งพาวิตามินเสริม
วิตามินดีจะให้แคลเซียมซึ่งจำเป็นต่อร่างกายในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็ง
แรงและมีสุขภาพดี
ผู้ที่รับประทานวิตามินดีเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวและไม่มีอาการ
ปวดเมื่อยตามร่างกาย

วิตามินอีอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิด
หนึ่งซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณป้องกันมะเร็ง
แต่การศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานมีความเสี่ยงสูงมากในการเป็นมะเร็งต่อมลูก
หมาก แพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำอาหารอย่างอื่น เช่น ผักสีเขียวอย่างผักโขม

กรดโฟลิกแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภคกรดโฟลิกเป็นประจำ
วันละ 400 ไมโครกรัมซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
นอกจากนี้กรดโฟลิกยังช่วยลดอัตราความผิดปกติที่อาจเกิดกับทารกแรกเกิดได้
เช่น ความผิดปกติทางสมองหรือไขสันหลัง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามแพทย์ยังแนะนำให้ผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์รับประทานวิตามินบี
เสริมเข้าไปด้วย

หลีกเลี่ยงวิตามินรวม เนื่องจากคุณสามารถได้รับวิตามินในปริมาณที่เหมาะสมจากอาหารทุกมื้อ

วิตามินรวมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ
บี และซี แต่ในปี 2012
นักวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินรวมเป็นประจำติดต่อกัน 25
ปีจะมีโอกาสเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าปกติ
ด้วยเหตุนี้แพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีความสมดุล
และคุณค่าทางโภชนาการทุกวัน

สังกะสีเป็นแหล่งวิตามินชั้นดีสำหรับร่างกาย

สังกะสีเป็นแหล่งแร่ธาตุชั้นดีและสามารถ
บรรเทาอาการหวัดได้ซึ่งแตกต่างจากวิตามินซี
มีการศึกษาพบว่าการบริโภคยาน้ำที่มีส่วนผสมของสังกะสีหรือยาเม็ดหรือแม้
กระทั่งยาอมก็มีผลเชิงบวกต่อการรักษาโรคหวัด
นอกจากนี้สังกะสียังส่งผลดีกับเด็กอีกด้วย
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาไปมาก
วิตามินต่างๆที่คุณคิดว่าดีกลับกลายเป็นสิ่งที่อันตรายมากเลยทีเดียว
เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณในการตัดสินใจว่าอาหารเสริมชนิดใดควรรับประทาน
และชนิดใดควรหลีกเลี่ยง

Blogger : John Stone

Source : awesometips.pw